Dio Clinic

รู้ลึกเรื่อง "ยาลดน้ำหนัก"


ปัจจุบัน มีผู้คนสนใจเรื่อง สุขภาพมากยิ่งขึ้น และปัญหาหนึ่งที่ผู้ส่วนสนใจมาก คือปัญหาเรื่องของน้ำหนักตัว และทางออกทางหนึ่งที่มักจะถูกเลือก คือ "ยาลดน้ำหนัก" ทั้งนี้เนื่องจากไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองได้ ประกอบกับคำโฆษณาชวนเชื่อ ที่มีอยู่มากมาย ในสื่อหลายๆด้าน และหาซื้อได้ง่ายตาม โซเซียลมีเดีย ต่างๆ รวมทั้งในกลุ่มนักศึกษาหรือพนักงานบริษัท ที่เห็นเพื่อนรับประทาน แล้วก็รับประทานตามเพื่อน  แต่จะมีสักกี่คนที่ตระหนักถึงอันตรายและพิษภัยของยาลดน้ำหนัก ซึ่งในบางรายส่งผลถึงชีวิตของผู้บริโภค วันนี้หมอจึงนำความรู้เกี่ยวกับยาลดน้ำหนักมาฝากกันครับ


กลุ่มยาลดน้ำหนัก ในปัจจุบันแบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ดังนี้


  1. ยาควบคุมความหิว โดยยาจะออกฤทธิ์กระตุ้นศูนย์ควบคุมความอิ่มทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร ไม่อยากรับประทานอาหาร หรืออิ่มเร็วขึ้น ซึ่งยาในกลุ่มนี้ที่รู้จักกันดี ก็คือ แอมเฟตามีน หรือกลุ่มอนุพันธุ์ของยาม้า ยาขยัน หรือยาบ้านั่นเอง  ช่วงแรกๆ น้ำหนักลงดี แต่พอหยุดกินยาก็จะเกิด โยโย่ เอฟเฟค หรือน้ำหนักมากกว่าตอนเริ่มต้นอีก ซึ่งยาประเภทนี้ออกฤทธิ์ต่อสมองโดยตรง ทำให้เกิดผลแทรกซ้อนตามมาค่อนข้างมาก เช่น นอนไม่ค่อยหลับ รู้สึกกระสับกระส่าย อารมณ์หงุดหงิด ใจสั่นเต้นเร็ว ปากแห้ง คอแห้งจนกระหายน้ำบ่อย นอนไม่หลับ ท้องผูก อาจมีสภาวะทางอารมณ์แปรปรวน โดยอาจส่งผลร้ายแรงต่อจิตและประสาท การทานยาจำพวกนี้จำเป็นต้องได้รับการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์เท่านั้น ซึ่งในปัจจุบันยากลุ่ม แอมเฟตามีน  หรือกลุ่มที่ใกล้เคียง เช่น ไซบูตามีน ก็จัดเป็นยาต้องห้าม หากมีการซื้อขายถือว่าผิดกฎหมาย
     
  2. ยากลุ่มที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน เช่น ยาในกลุ่มไทรอยด์ ซึ่งใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะพร่องไทรอยด์ แต่ยาตัวนี้มีฤทธิ์ทำให้เบื่ออาหาร เพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย เพื่อเร่งเอาไขมันที่สะสมออกมาใช้เป็นพลังงาน แต่มีข้อเสียไม่ต่างจากกลุ่มแรก คือ หากได้รับในปริมาณที่มากเกินไปจะทำให้การหลั่ง ฮอร์โมนไทรอยด์ในร่างกายผิดปกติ และมีผลกระตุ้นต่อระบบหัวใจและและตับ อีกด้วย ทำให้มีอาการหรือผลข้าเคียงคล้ายๆกับยากลุ่มแรก
     
  3. ยากลุ่มยารักษาอาการซึมเศร้า เป็นยาที่ใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงคือทำให้ไม่อยากอาหาร  จึงมีการนำยาตัวนี้มาใช้ลดน้ำหนัก แต่มีอาการข้างเคียงคือ คลื่นไส้ ง่วงซึม นอนไม่หลับและอารมณ์แปรปรวนได้
     
  4. ยาระบาย โดยออกฤทธิ์กระตุ้นทางเดินอาหารให้ขับถ่ายอุจจาระออก ทำให้รู้สึกว่าน้ำหนักลดได้เร็ว แต่น้ำหนักที่ลดไปจะเป็นกากอาหารและน้ำที่ถูกร่างกายขับออกมา แต่ที่จริงแล้วสารอาหารต่างๆได้ถูกดูดซึมเข้าไปร่างกายก่อนที่จะถูกระบายออกไปเรียบร้อยแล้ว และการใช้ยาระบายเป็นระยะเวลานานๆ จะทำให้การทำงานของระบบทางเดินอาหารผิดปกติ และทำให้ร่างกายสูญเสียแร่ธาตุที่สำคัญไป ถ้าใช้บ่อยๆ ยาระบายจะทำให้ถ่ายบ่อยจนลำไส้ใหญ่ดื้อจนไม่ถ่ายหากไม่ได้รับยา จนกลายเป็นท้องผูกตามมาในที่สุด
     
  5. ยากลุ่มที่ลดการดูดซึมของไขมัน ที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ปกติจะใช้ในการย่อยไขมัน พอไขมันไม่ย่อยเป็นชิ้นเล็กๆ ก็เป็นผลให้ไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกาย ซึ่งจะเป็นผลให้ร่างกายไม่สะสมพลังงานในรูปแบบไขมัน แต่ผลที่ตามมาร่างกายก็ไม่สามารถดูดซึมวิตามินกลุ่มที่ละลายในไขมันไปใช้ได้ ทำให้ผู้ที่ได้รับยากลุ่มนี้มักมีอาการขาดวิตามินกลุ่มที่ละลายได้ในไขมันได้ในที่สุด
     
  6. กลุ่มอื่นๆ ที่ช่วยทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น มักจะเป็นพวกเส้นใยอาหาร หรือไฟเบอร์ต่างๆ โดยจะออกฤทธิโดยการดูดน้ำเข้าไปในตัวเอง และไปบวมในกระเพาะอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น แต่ผลข้างเคียงคือ ทำให้เกิดอาการท้องอืด หรือถ่ายได้ลำบากหากดื่มน้ำน้อยเกินไป
     
  7. กลุ่มอาหารเสริมต่างๆ ที่เชื่อว่าจะช่วยให้ช่วยลดน้ำหนัก เช่น ไคโตซาน ส้มแขก ถั่วขาว ตะบองเพชร พริกไทยดำ กาแฟ คาเฟอีน เป็นต้น โดยเชื่อกันว่าจะไปลดการดูดซึมอาหารและเร่งการเผาไขมันในร่างกาย ซึ่งความจริงแล้ว ยังไม่มีผลการวิจัยว่าจะได้ผลการรักษาที่แน่นอนแต่อย่างใด
     
  8. ยาขับปัสสาวะ มักจะให้ร่วมกับยาลดน้ำหนักกลุ่มอื่นๆ โดยเชื่อว่าจะเร่งการขับไขมันออกทางปัสสาวะ ทั้งที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่หายไปนั้นคือน้ำและเกลือแร่  ทำให้เกิดผลข้างเคียงคือ ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ที่จำเป็น และทำให้ไตทำงานหนักขึ้น
     
  9. ยากลุ่ม Beta-Blockers มักมีการเติมยาตัวนี้ไปเพื่อลดอาการใจสั่นที่เป็นผลข้างเคียงของยากลุ่มอนุพันธ์แอมเฟตามีนและไทรอยด์ฮอร์โมน ความจริงแล้วยากลุ่มนี้จะใช้เพื่อการรักษาความดันโลหิตสูง โดยยาไปออกฤทธิ์ยับยั้งที่หัวใจ จะลดอัตราการเต้นของหัวใจ ผลข้างเคียงโดยตรงของยาอีกอย่างเช่นหัวใจที่เต้นผิดปกติ การทำงานของระบบไหลเวียนเลือดที่ผิดปกติ ถือว่าเป็นการใช้ยาผิดประเภทอีกตัวหนึ่ง
     
  10. กลุ่มวิตามินต่างๆ ที่เชื่อว่า ช่วยเร่งการเผาผลาญพลังงาน ทั้งที่ไม่มีผลการวิจัยรับรองแต่อย่างใด


จะเห็นได้ว่ากลุ่มยาลดน้ำหนักทุกตัว มักมีผลข้างเคียง ตั้งแต่เล็กน้อย จนถึงผลข้างเคียงที่รุนแรงที่สุด คือ เสียชีวิตได้ ดังนั้น จึงอยากฝากให้ทุกคนมีสติ คิดพิจารณา ก่อนใช้ยา ว่ามีความจำเป็นต้องใช้ยาหรือไม่ และควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง อย่าตกเป็นเหยื่อของยาลดน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และยาสมุนไพรลดน้ำหนัก เพราะคิดแค่ว่าเป็นแค่อาหารเสริม และสมุนไพรไม่น่าจะมีอันตราย

แต่ความจริงทางการแพทย์แล้วผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีการศึกษาถึงผลกระทบระยะยาว และในปัจจุบัน ยังมียาที่แอบลักลอบนำเข้าโดยไม่ผ่านการตรวจสอบอีกมาก ทางที่ดีที่สุด คือหลีกเลี่ยงการใช้ยาและ ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักต่างๆ แล้วหันมาดูแลสุขภาพกัน โดยการควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย จะดีกว่าครับ นอกจากจะสามารถลดน้ำหนักได้แล้ว ยังได้สุขภาพที่แข็งแรง เป็นของแถมด้วยนะครับ

 

ด้วยความห่วงใย 

หมอโอเล่ นพ.เกรียงไกร อ่าวอุดมพันธ์